การคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อ 5 แบบกับแนวต่อสู้คดีไฟแนนซ์ฟ้องค่าส่วนต่างจากการขายทอดตลาดในปี 2569
การคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อ ๕ แบบ แนวต่อสู้คดีไฟแนนซ์ฟ้องค่าส่วนต่างปี 2569
การคืนรถรือถูกยึดกรณีต่าง ๆ แบ่งได้ดังต่อไปนี้
1.คืนรถยนต์/ถูกยึด ขณะที่ยังไม่ได้ผิดนัดเลย
2.คืนรถ/ถูกยึดหลังจากที่ผิดนัดแล้ว แต่ยังไม่มีหนังสือทวงถามหรือบอกเลิกสัญญา
3.คืนรถยนต์/ยึดภายหลังจากผิดนัดมีหนังสือทวงถามแล้วแต่ยังไม่ครบกำหนด
4.คืนรถยนต์/ยึดภายหลังมีหนังสือบอกเลิกสัญญาแล้ว ครบกำหนดแล้ว
5. คืนรถยนต์/ยึดหลังจากศาลพิพากษาให้คืนแล้ว
ตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาปี 2568 ล่าสุด
สรุปได้ว่า
๑.การคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อให้กับไฟแนนซ์ จะไม่ต้องรับผิดค่าส่วนต่างจากการขายทอดตลาด ต่อเมื่อเป็นการคืนรถในขณะที่ยังไม่ได้มีการผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อ โดยถือเป็นการสมัครใจเลิกสัญญาต่อกัน จึงไม่ต้องรับผิดตามสัญญาเช่าซื้อ
คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๐๓/๒๕๖๕ ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า ขณะที่จำเลยนำรถยนต์ที่เช่าซื้อไปคืนโจทก์เมื่อวันที่ ๑๙ ตุลาคม ๒๕๖๑ จำเลยได้ชำระค่าเช่าซื้องวดที่ ๑๐ ประจำวันที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๖๑ แล้ว โดยจำเลยชำระล่วงหน้าตั้งแต่วันที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๖๑ และโจทก์รับรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโดยไม่ปรากฏว่าจำเลยประพฤติผิดสัญญาข้อใดหรือมีหนี้ที่ต้องชำระตามสัญญาเช่าซื้อแก่โจทก์แต่อย่างใด กรณีจึงไม่อาจถือว่าจำเลยใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ ๑๒ ซึ่งจำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าขาดราคาตามสัญญาข้อ ๑๓ ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ วินิจฉัย เนื่องจากการแสดงเจตนาคืนรถอันจะถือว่าเป็นการบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อของผู้เช่าซื้อนั้น ตามสัญญาเช่าซื้อข้อ ๑๒ ระบุว่า “ผู้เช่าซื้อจะบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อในเวลาใด ๆ เสียก็ได้ โดยผู้เช่าซื้อจะต้องคืนและส่งมอบรถยนต์...และชำระเงินทั้งปวงที่ถึงกำหนดชำระหรือเป็นหนี้ตามสัญญานี้อยู่ในเวลานั้นทันที...” ดังนั้น ต้องปรากฏว่าจำเลยยังคงมีหนี้หรือเงินที่ต้องชำระตามสัญญาเช่าซื้ออยู่ในขณะที่ส่งมอบรถคืนโจทก์ แต่เมื่อจำเลยไม่มีเงินหรือหนี้ที่ต้องชำระตามสัญญาเช่าซื้อ กรณีดังกล่าวจึงถือว่าจำเลยใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาแล้วด้วยการส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๕๗๓ สัญญาเช่าซื้อรถยนต์ระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงเป็นอันเลิกกันนับแต่วันที่จำเลยส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ เมื่อสัญญาเลิกกันโดยจำเลยไม่ได้ประพฤติผิดสัญญาและไม่มีหนี้ที่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามมาตรา ๕๗๓ ดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าขาดราคาค่าเช่าซื้อตามสัญญาจากจำเลย และแม้จำเลยได้ตกลงที่จะรับผิดในบรรดาหนี้ค้างชำระที่เกิดขึ้นจากการบอกเลิกสัญญาให้แก่โจทก์ตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ ๑๓ ตามหนังสือแสดงเจตนาคืนรถของจำเลยเอกสารหมาย จ.๘ แผ่นที่ ๑ ดังที่โจทก์แก้ฎีกาก็ตาม แต่เอกสารดังกล่าวมิใช่สัญญาเช่าซื้อ เป็นเพียงหลักฐานการส่งมอบทรัพย์ที่เช่าซื้อคืนและจำเลยซึ่งเป็นผู้เช่าซื้อรับรองต่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้ให้เช่าซื้อว่าหากโจทก์นำรถยนต์ที่เช่าซื้อออกขายได้เงินไม่เพียงพอชำระหนี้คงค้างตามสัญญา จำเลยจะยอมรับผิดชดใช้ส่วนที่ขาดแก่โจทก์ ซึ่งเอกสารดังกล่าวหา
มีผลให้จำเลยต้องรับผิดค่าขาดราคาตามที่ระบุไว้ในเอกสารไม่ เพราะกรณีเป็นการรับสภาพหนี้สินว่ามีอยู่ทั้งที่ไม่มี เนื่องจากโจทก์และจำเลยไม่มีมูลหนี้ค่าขาดราคาต่อกันแล้ว จึงไม่มีผลบังคับแก่กันได้
๒. แต่หากมีการผิดนัดชำระค่างวดแล้ว ไม่ว่าจะมีการทวงถาม/บอกเลิกสัญญาแล้วหรือไม่ การคืนรถจะถือว่าเป็นกรณีที่ผู้เช่าซื้อบอกเลิกสัญญา จึงต้องรับผิดตามสัญญาเช่าซื้อ ไม่ใช่การสมัครใจเลิกสัญญาต่อกัน ผู้เช่าซื้อต้องรับผิดในค่าส่วนต่างขายทอดตลาดอยู่
แต่ในกรณีที่ต้องรับผิดค่าส่วนต่าง ศาลมีอำนาจปรับลดลงเป็นจำนวนตามสมควรได้ เพราะถือว่าเป็นการตกลงค่าเสียหายล่วงหน้ามีลักษณะเป็นเบี้ยปรับ เช่น เรียกค่าเส่วนต่าง ๓๐๐,๐๐๐ บาท ศาลเห็นว่าเบี้ยปรับสูงเกินส่วนมีอำนาจปรับลดลงเช่น ลดเหลือเพียง ๑๐๐,๐๐๐ บาท
ฎีกา 401/2568 จำเลยที่ ๑ ไม่สามารถชำระค่าเช่าซื้อแก่โจทก์ได้และส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ภายหลังผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อติดต่อกันเป็นจำนวน ๓ งวด ดังนี้จำเลยที่ ๑ ต้องการจะเลิกสัญญาเช่าซื้อ แม้จำเลยที่ ๑ ได้ชื่อว่าเป็นลูกหนี้ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อ จำเลยที่ ๑ ก็ยังบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อต่อโจทก์ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๗๓ นอกจากการเลิกสัญญาตามบรรพ ๒ ลักษณะ ๒ สัญญา หมวด ๑ ดังนี้ ผู้เช่าซื้อแม้ผิดนัดชำระหนี้แล้วก็อาจใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาได้ แต่การใช้สิทธิเลิกสัญญาของผู้เช่าซื้อซึ่งผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์โดยมีเจตนาเลิกสัญญา หากกระทบกระทั่งถึงสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายของผู้ให้เช่าซื้อตามข้อตกลงในสัญญาหรือตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ตามมาตรา ๓๙๑ วรรคสี่ โจทก์รับมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อไว้ สัญญาเช่าซื้อระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ เป็นอันเลิกกันด้วยเหตุที่จำเลยที่ ๑ เป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญาตามมาตรา๕๗๓ [โจทก์มีสิทธิเรียกค่าขาดราคาตามข้อกำหนดและเงื่อนไขการซื้อรถยนต์] ข้อตกลงที่กำหนดให้ผู้เช่าซื้อต้องรับผิดในค่าขาดราคาเป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้ามีลักษณะเป็นเบี้ยปรับ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๗๙ หากสูงเกินส่วนศาลมีอำนาจลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ตามมาตรา ๓๘๓ วรรคหนึ่ง
๓.กรณี ที่มีการฟ้องคดีและผู้เช่าซื้อคืนรถยนต์ในสภาพดีหลังจากศาลพิพากษาให้คืนรถแล้ว จะเรียกค่าส่วนต่างอีกไม่ได้ แต่ไฟแนนซ์ฟ้องเรียกค่าเสียหายที่เป็นค่าเสื่อมราคารถ เพราะเหตุที่ไม่คืนรถในเวลาอันสมควรได้เท่านั้น
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4980/2567 (ป. )คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองเรียกค่าเสียหายโดยอ้างว่ารถยนต์ที่เช่าซื้อที่โจทก์ได้รับคืนมานั้นอยู่ในสภาพชำรุดทรุดโทรมจากการใช้งานโดยปราศจากความระมัดระวัดเยี่ยงวิญญูชนพึงใช้ จึงเป็นการฟ้องให้ชำระค่าเสียหายโดยอาศัยอำนาจแห่งมูลหนี้ตามคำพิพากษาในคดีก่อนที่พิพากษาให้จำเลยทั้งสองต้องคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อในสภาพที่เรียบร้อยใช้การได้ดี อันเป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นใหม่จากการคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อที่ไม่อยู่ในสภาพที่เรียบร้อยใช้การได้ดี ซึ่งเป็นการชำระหนี้ที่ไม่ต้องตามความประสงค์อันแท้จริงแห่งมูลหนี้ตามคำพิพากษาในคดีก่อน โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้จะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอันเกิดแต่การนั้นก็ได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 215 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้
ตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาปี 2568 ล่าสุด สรุปได้ว่า
๑.การคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อให้กับไฟแนนซ์จะไม่ต้องรับผิดค่าส่วนต่าง จากการขายทอดตลาด ต่อเมื่อเป็นการคืนรถในขณะที่ยังไม่ได้มีการค้างชำระค่าเช่าซื้อเลย แม้แต่งวดเดียว โดยถือเป็นการ สมัครใจเลิกสัญญาต่อกัน จึงไม่ต้องรับผิดตามสัญญาเช่าซื้อ
หากยังไม่ได้ผิดนัดก็ยังไม่มีมูลหนี้ที่จะให้ทำสัญญารับสภาพหนี้ (แม้เซ็นต์รับสภาพหนี้ก็ไม่มีผล)
๒. แต่หากผิดนัดชำระค่างวดหรือ มีการทวงถามหรือบอก เลิกสัญญาแล้ว จะถือว่าเป็น ต้องรับผิดในค่าส่วนต่างจากค่าขายทอดตลาดอยู่ โดยถือว่าเป็นกรณีที่ผู้เช่าซื้อบอกเลิกสัญญา จึงต้องรับผิดตามสัญญาเช่าซื้อ ไม่ใช่การสมัครใจเลิกสัญญาต่อกัน
๓. กรณีตาม ๒. แต่ในกรณีที่ต้องรับผิดค่าส่วนต่าง ศาลมีอำนาจปรับลดลงเป็นจำนวนตามสมควรได้เพราะถือว่าเป็น การตกลงค่าเสียหายล่วงหน้ามีลักษณะเป็น เบี้ยปรับ
๔.กรณีที่ผิดนัดแล้วหรือมีหนังสือทวง ทวงถามแล้ว นำรถไปคืนจะถือว่า ผู้เช่าซื้อไม่ประสงค์จะผ่อนชำระต่อคือผ่อนชำระไม่ไหว (เท่ากับผ่อนไม่ไหวผู้เช่าเป็นฝ่ายเลิกสัญญา)
@@@ทางแก้คือ ก่อนคืนรถชำระหนี้ค้างให้หมด แก้ไขเหตุผิดนัดให้หมดไปเสียก่อน
กอบเกียรติ เอี่ยมสงวน ทนายความ นบ .นบท. ผู้รวบรวม





